ว่าจะไม่อัพแล้วเชียว...
แต่แม่บอกว่าถ้าเครียดมากๆ อัพบล็อกแล้วอาจจะหาย ประกอบกับสัปดาห์หน้าแม่จะบินไปประชุมต่างประเทศ สองอาทิตย์ ทิ้งให้ลูกสาวตาดำๆทำหน้าที่พาลีรั้งทวีป สุครีพครองเมืองอีกครั้ง เลยตัดสินใจว่าอัพบล็อกดีกว่า ก่อนที่หยากไย่จะเกาะมากไปกว่านี้
ใครที่ลืมๆ เลือนๆกันไปแล้ว ขออนุญาตเท้าความสักนิดว่า เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว สวรรค์เห็นใจฮิคิโคโมริตัวอ้วนกลมเลยบรรจงใช้ปลายเท้าสะกิดเบาๆให้ได้ไปเบิกเนตรอยู่ที่ญี่ปุ่น 7 วันกับคุณน้องสาวสุดเปรี้ยว พอกลับมาก็พยายามจะทำรีพอร์ทให้ครบ แต่เนื่องจากโดนมรสุมซัดกระหน่ำหลายตลบ รีพอร์ทจึงมาตันอยู่ที่วันที่สาม และวันนี้คือวันที่สี่ของการไปตะลุยญี่ปุ่นของสองศรีพี่น้อง
ขอสารภาพว่าสาเหตุที่เลือกไปฮาโกเน่นั้น ไม่มีเหตุผลอะไรนอกจากว่าไปอ่านในหนังสือทัวร์ที่ไหนเขาก็ไปกัน แล้วก็สามารถไปเช้าเย็นกลับจากโตเกียวได้ พอทำเรื่องเสนอให้สภาสูง(ซึ่งมีคุณน้องเป็นประธาน)พิจารณาแล้วสถาสูงลงมติเห็นชอบก็เลยจัดเข้าไว้ในโปรแกรมหนึ่งวันเต็ม
และขอสารภาพรอบที่สองว่า ด้วยความเป็นคนป๊อด เลยไม่กล้าจะเปรี้ยว วางแผนทัวร์ให้มันโลดโผนนัก เพราะเท่าที่หาข้อมูลมา ดูเหมือนว่าเมืองนี้จะค่อนข้างกว้าง และใช้รถบัสเดินทางเสียเป็นส่วนใหญ่ ไอ้เรารึก็ไม่อยากเสี่ยง เพราะสปีกเจแปนีสไม่ได้ อิงลิชก็บ๊วย อ่านคันจิก็บ่ได้ ฉวยขึ้นรถผิดคันทะลุไปออกตีนภูเขาไฟฟูจิจะตะกายหาทางกลับมาอย่างไร
อย่ากระนั้นเลย ไปมันตามเส้นทาง Golden Route ที่ท่านผู้รู้ทั้งหลายมาโปรยวิทยาทานไว้ให้ตามเวบต่างๆน่าจะปลอดภัยกว่า
เส้นทางสาย Golden Route ที่ว่าคือ
โตเกียว--->สถานีฮาโกเน่ยูโมโตะ--->สถานีโกร่า--->สถานีโซซาน--->บ่อกำมะถันโอวาคุดะนิ--->สถานีโทเกนได--->ล่องเรือข้ามทะเลสาบอะชิ--->ท่าเรือฮาโกเน่มาจิ--->โมโตฮาโกเน่--->สถานีฮาโกเน่ยูโมโตะ--->โตเกียว
แต่ถ้าใครจะเที่ยววนอีกทางจากสถานีฮาโกเน่ยูโมโตะไปเมืองโมโตฮาโกเน่ก่อนแล้ววนไปจนถึงสถานีโกร่าก็สามารถทำได้ค่ะ เพียงแต่ต้องนั่งรถบัสจากสถานีฮาโกเน่ยูโมโตะไปลงที่เมืองโมโตฮาโกเน่ค่ะ
โอเคเมื่อกำหนดเส้นทางได้แล้ว ที่เหลือก็แค่เตรียมตัวเตรียมใจไปตะลุยกันเลยค่ะ!
เช้าวันเดินทางปลุกน้องสายเล็กน้อยเพราะเคาน์เตอร์จองตั๋วของ Odakyu Romance Car เปิด แปดโมง เลยออกจากที่พักแปดโมงขึ้นรถไฟสาย JR Yamanote จาก สถานี Ikebukuro ไปลงที่สถานี Shinjuku
* มือใหม่หัดเที่ยวคนไหนมีธุระอะไรจำต้องไปลงสถานีนี้ ควรตรวจสอบให้ดีก่อนว่าจะต้องไปออกทางประตูไหน ที่ชั้นไหน ไปอย่างไร เพราะสถานีนี้มีทางเข้าออกเป็นสิบๆทาง แถมผนวกกับห้างอะไรเข้าไปอีก มันก็เขาวงกตดีๆนี่เอง สุ่มสี่สุ่มห้าเดินมีหวังหลงจนได้ลงหลักปักฐานตั้งรกรากอยู่ที่นั่นแน่
เนื่องจากมีคนเตือนเอาไว้แล้ว ตอนเช้าเลยเข้าเนทหาที่ตั้งของเคาน์เตอร์ Odakyu Romance แต่ก็ยังไม่วายหลงนิดหน่อย โชคดีว่ามีป้ายบอกไว้ เลยไม่หลุดวงโคจรออกไปไกลนัก พอออกจากรถไฟสาย JR ให้ลงบันไดแล้วเลี้ยวซ้ายก็เจอแล้ว
Q: แล้วทำไมต้องถ่อสังขารมาที่เคาน์เตอร์ Odakyu Romance ด้วย?
A: ก็เพื่อมาซื้อบัตรเทวดา Hakone Free Pass น่ะสิคะ
Q: แล้วบัตรเทวดานี่มันดียังไง?
A: ก็เป็นตั๋วเหมารวมจ่ายแบบจ่ายทีเดียวเที่ยวได้ทั่วฮาโกเน่ ไม่ว่าจะขึ้นรถลงเรือ กระเช้า รถราง หรืออะไรก็ตามในเวลาอายุตั๋ว (ปกติจะ สามวันนะคะ) ไม่ต้องไปทยอยจ่ายทุกครั้งที่จะขึ้นลงพาหนะให้เสียเวลา เหมาะมากสำหรับไปค้างที่นั่นหนึ่งคืน กลับวันรุ่งขึ้น จะคุ้มสุดๆ
ในกรณีที่เดินทางจากสถานี Shinjuku รู้สึกว่าค่าบัตร Hakone Free Pass (Weekdaypass)ของผู้ใหญ่จะขึ้นเป็น 5000 เยน แล้วนะคะ ถ้าเป็นวันหยุดจะเป็น 5500 เยน ถ้าจำไม่ผิดนะคะ เพราะคู่มือที่ทางเคาน์เตอร์ให้มาเป็นภาษาญี่ปุ่น ข้าน้อยจนด้วยเกล้าเจ้าค่ะ
ถ้าเลือกที่จะใช้บริการของโอดาคิวไปฮาโกเน่แล้ว มีวิธีการเดินทางให้เลือกสองแบบคือ
1. รถไฟสายด่วนโอดาคิว ใช้เวลา 1.30 ชั่วโมงไปถึงสถานี odawara แล้วต่อ Hakone Tozan Railway อีก13 นาที ไปลงที่สถานี Hakone Yumoto (ราคารวมอยู่ในฟรีพาสแล้ว)
2. นั่ง Romance Car ไปถึงสถานี Hakone Yumoto โลด แต่ต้องเพิ่มเงินนิดหน่อย ถ้าโชคดีอาจได้ขบวนรถใหม่สุดหรูมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ทั้งห้องน้ำ ตู้เสบียง ตู้ขายของครบครัน
Credit: เที่ยวไม่ง้อทัวร์ ตีตั๋วตะลุยญี่ปุ่น 1
เนื่องจากต้องการทำเวลาเพราะไม่อยากไปทำชะโงกทัวร์ที่โน่น เลยบอกพนักงานไปว่าอยากได้โรมานซ์ คาร์ขาไป ส่วนขากลับกะว่าจะกลับรถไฟธรรมดา แต่ไปๆมาๆ ด้วยฤทธิ์ไทยลิชกับแจปลิช ผลเลยออกมากลายเป็นว่าได้ตั๋วโรมานซ์คาร์ทั้งขาไปขากลับ ฮ่วยยยยยย กรอบเลยงานนี้ แต่ก็เอาวะ แม่เจ้าประคุณกดตั๋วออกมาให้แล้ว ไหนๆก็ไหนๆ เลยจองตั๋วกลับไว้รอบเกือบสุดท้าย โรมานซ์ คาร์นี่ต้องกำหนดเที่ยวค่ะ แต่สามารถเปลี่ยนเที่ยวได้โดยไม่เสียเงิน แต่ต้องเปลี่ยนก่อนเวลาที่ขบวนเราจะออกนะคะ ถ้าไปเปลี่ยนทีหลังเพราะตกรถต้องเสียเงินซื้อใหม่ค่ะ (โหดเนาะ)
เอาล่ะ หลังจากซื้อตั๋วแล้ว พนักงานก็จะให้ตั๋วสีชมพูหวานแหววมาสองใบ ใบหนึ่งเป็นฟรีพาส เอาไว้เบ่งทั่วราชอาณาจักร ส่วนอีกใบเป็นตั๋วรถไฟค่ะ สองใบนี้ต้องรักษาไว้ยิ่งชีพนะคะ เพราะต้องเอากลับมาใช้ขากลับด้วย ถ้าทำหายไปล่ะก็ได้นอนอยู่ในสถานีรถไฟแน่
ถ้ามีเวลาเหลือก่อนรถออก แนะนำว่าควรหาเสบียงใส่ท้องค่ะ เอาไปนั่งกินในรถไฟ เพราะเดินทางเที่ยวเช้า ใช้เวลานั่งรถไฟไปเป็นชั่วโมง นั่งรถไป ชมวิวนอกหน้าต่างไป กินไปก็สนุกดีออกนะคะ ถ้าเกิดหิวขึ้นมากลางทาง เผลอเขมือบเพื่อนร่วมทางลงท้องไปมันจะไม่คุ้มกันค่ะ แล้วไปถึงที่ฮาโกเน่แล้วจะได้เที่ยวเลยทันทีด้วย
แต่สองศรีพี่น้องเขมือบขนมปังที่ที่พักมาอิ่มแปล้แล้ว เลยขอผ่านค่ะ (แล้วก็ต้องมาเสียใจภายหลัง)
ทางเข้าชานชาลารถไฟสายโอดาคิวอยูทางซ้ายมือของเคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วนั่นแหละค่ะ ห่างออกไปไม่ถึงร้อยเมตร ไม่ต้องไปควานหาที่ไหนไกล พนักงานบอกชัดว่าให้รอที่ชานชาลาสอง แต่ถึงไม่บอกก็มีป้ายดิจิตัลบอกไว้ชัดเจนค่ะ สองคนพี่น้องเดินทะลุผ่านตู้รถไฟไปหาที่นั่งพร้อมกับร้องอื้อหือ โอ้โหไปตลอดทาง เพราะรถไฟขบวนนี้หรูหราโอ้แม่เจ้ามากๆ มีทั้งห้องน้ำอย่างดี (เข้าขั้นอลังการเมื่อเทียบกับห้องน้ำรถไฟไทย) มีแม้กระทั่งตู้กดน้ำ (เสียดายไม่มีชาแอปเปิ้ลยี่ห้อที่ชอบ) แต่หลังจากไปเจอที่นั่งแล้วรถไฟออกไปได้สักพักก็พบว่าตัวเองพลาดอย่างแรง เพราะ...
ที่นั่ง A B อยู่คนละฝั่งกับด้านที่ติดภูเขา วิวสวยๆไปอยู่ฝั่งโน้นหมด จะย้ายที่นั่งก็ไม่ได้เพราะฝั่ง C D มีคนนั่งเต็มหมด ใครไปอย่าลืมบอกพนักงานขอตั๋ว C D ที่นั่งฝั่งขวามือนะคะ เห็นภูเขา ทุ่งหญ้า สะพานข้ามแม่น้ำ ส่วนฝั่งซ้ายมือเห็นแต่ตึกรามบ้านช่องค่ะ
ขึ้นรถได้ปุ๊บคุณน้องก็เอียงหน้าทำมุมเหมาะกับหน้าต่างแล้วก็ผล็อยหลับไปภายในเวลาสองวินาที ทิ้งให้คุณพี่พยายามแหกตาให้ตื่นเอาไว้เพราะกลัวหลับเลยป้ายอยู่คนเดียว
หลังจากถ่างตาตื่นสลับม่อยหลับ ขยับตัวไปมาบนเก้าอี้ เอี้ยวตัวไปดูวิวฝั่งตรงข้ามอยู่ได้สักพัก ก็เริ่มตระหนักถึงวิกฤตการณ์ขั้นร้ายแรงที่กำลังเกิดขึ้นกับตัวเอง นั่นก็คือ...
กางเกงหลุดเจ้าค่ะ...
กางเกงยีนส์ตัวนี้แม่เพิ่งไปซื้อมาให้ตอนก่อนจะมาไม่กี่วัน ตอนลองใส่ดูมันก็หลวมนิดหน่อย แต่อาจจะเป็นเพราะมาที่ญี่ปุ่นนี่เดินหนักไปหน่อย กินแต่ข้าว ปลา สาหร่าย หรือด้วยสาเหตุสวรรค์ประทานอะไรก็ตาม เอวกางเกงที่ว่าหลวมนิดหน่อยมันเลยกลายเป็นหลวมโพรกชนิดที่ว่าหลุดไปถึงไหนๆ ไม่ใช่แค่เห็นขอบกกน.ตามสมัยนิยม
อิ๊บอ๋ายแล้ว... ทำไงดี จะให้เดินเที่ยวฮาโกเน่โดยที่มือหนึ่งดึงกางเกงไว้เนี่ยนะ... สนุกตายล่ะ
ทำไงดี๊... ทำงดี แมกไกเวอร์ช่วยลูกช้างด้วย ว่าแล้วก็ค้นกระเป๋าให้วุ่น ที่เจอก็มีแต่คลิปหนีบกระดาษตัวกระจ้อยร่อย ซวยล่ะสิหวา...หลังจากระดมเซลล์สมองใช้ความคิดอย่างหนัก อย่างที่ไม่เคยทำอีกเลยหลังสอบครั้งสุดท้ายเมื่อ x ปีก่อน พลันสายตาก็เหลือบไปเห็น...
สายสะพายถุงกล้อง...
อุแม่เจ้า สวรรค์ทรงโปรด เทวดาเมตตาลูกแล้ว รีบปลดสายสะพายถุงกล้องออกมามือไม้สั่นจัดการใช้มันแทนเข็มขัด รูดตัวล็อคเข้าอีกนิด เท่านี้กางเกงยีนส์เจ้ากรรมก็ติดอยู่กับเอวข้าน้อยแล้ว โฮะๆๆๆๆ ขอบคุณค่ะ แมกไกเวอร์ที่สอนให้ลูกรู้จักหาอะไรใกล้มือมาใช้แก้ขัด โชคดีที่วันนี้ใส่เสื้อหนาวทับมาอีกชั้น มันเลยช่วยปกปิดความทุเรศบริเวณรอบเอวได้
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :
1. ต้องมีสติ รู้จักพลิกแพลงในทุกสถานการณ์ ถึงผลลัพธ์มันจะออกมาทุเรศเกินห้ามใจ แต่ยังไงก็ไม่ต้องคอยดึงกางเกงไว้ตลอดงานก็แล้วกัน
2. เสื้อผ้าตัวไหนไม่ชัวร์ว่าใส่แล้วพอดี อย่าเอามาเด็ดขาด ติ้วมากก็เดินไม่เป็นสุข จะขาดใจก่อนเที่ยวจบ หลวมเกินก็เดินไม่ได้อีกเหมือนกัน
3. ไม่ว่าคุณจะไปเที่ยวที่ไหนบนโลกใบนี้ พกคลิปหนีบกระดาษสีดำตัวใหญ่ๆไปด้วยเหอะ รับรองไม่เสียหลาย คุณไม่มีวันรู้หรอกว่าจะต้องเอามันไปหนีบอะไรบ้าง
4. สถานการณ์นี้เป็นความโก๊ะเฉพาะบุคคล ห้ามลอกเลียนแบบเด็ดขาด
โอ้ว เอนทรีนี้ ยาวมากกกกกก ออกอ่าว ออกทะเลไปซะไกล สงสัยต้องแบ่งเป็นสองภาคซะแล้วล่ะมั้ง ไม่งั้นเดี๋ยวยาวไปถึงสุไหงโกลกโน่น
เอาเป็นว่าคราวนี้จบไว้แค่นี้ก่อนนะคะ คราวหน้ารับรองว่าไปถึงฮาโกเน่แน่ๆค่ะ
...
...
...
(วิ่งหลบ รองเท้าคนอ่าน...ขอโทษค่า....)
แปะรูปให้ดูหนึ่งรูปก่อนไปเพื่อเป็นการปลอบใจ...คาดว่าถ่ายจากกระเช้าเหนือแถวโอวาคุดานิค่ะ
แต่ขำ. . .กางเกง . . . อิอิอิ