สวัสดีค่า ทิ้งร้างบล็อกนี้ไปเสียนาน วันนี้ได้ฤกษ์กลับมาปัดหยากไย่พร้อมกับชวนเพื่อนๆไปเที่ยวกันค่ะ
 
 
เมื่อวันมาฆบูชาที่ผ่านมา ขณะที่คนอื่นๆกำลังตักบาตร ทำบุญ เข้าวัดฟังธรรม เรากับเพื่อนมีนัดกันไปเที่ยวที่นี่ค่ะ...
 
 
ใช่แล้ว ห้องสมุดลอยน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก เรือ Logos Hope นั่นเองค่ะ
 
 
เรือหนังสือจะวนมาจอดที่ท่าเรือคลองเตยทุกๆ 4 ปี โดยประมาณค่ะ เมื่อครั้งล่าสุดเป็นเรือลำเก่าชื่อเรือ Doulos แต่ปัจจุบันได้ปลดเกษียณตัวเอง เนื่องจากสุขภาพไม่เอื้ออำนวยต่อการเดินทางสมบุกสมบันข้ามน้ำข้ามทะเล และไปใช้ชีวิตหลังเกษียณกับมหาเศรษฐีชาวสิงคโปร์ท่านหนึ่ง(ถ้าจำไม่ผิดน่ะนะ)ที่พร้อมจะดูแลให้Doulos มีความสุขสบายไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่
 
 
ในฐานะแฟนของ Doulos เรากับเพื่อนเลยต้องไปพิสูจน์ว่าเพื่อนใหม่จะไฉไลได้เท่าเพื่อนเก่าหรือเปล่า ว่าแล้วก็นัดกันเสียดิบดี เจอกันตอนเที่ยง ที่สถานีรถไฟฟ้า BTS นะ แล้วค่อยนั่งแท็กซี่เข้าไป มีรถเมล์ผ่านเหมือนกันนะคะ จำไม่ได้แล้วว่าสายอะไร แต่จะวนแค่ตรงข้างหน้า ต้องเดินเข้าไปอีกไกลพอสมควร (ไกลมากเมื่อพิจารณาความร้อนแรงของแสงแดดที่แผดเผาลงมาแบบไม่มีร่มเงาอะไรให้แอบเลย 555) ดังนั้นถ้าใครสนใจจะแวะมา แนะนำรถยนต์ส่วนตัวดีที่สุดค่ะ มีลานจอดรถมีที่จอดพอสมควร (ขึ้นอยู่กับวันและเวลาที่มานะคะ) หรือแท็กซี่ก็ได้ค่ะ
 
 
นัดกันดิบดี ไปเช็คเวลาอีกที... อ้าว เวรละ วันอาทิตย์กับวันจันทร์ เรือเปิด 14.00-21.30 แง้... เลยต้องแวะไปกินข้าวกันก่อนแล้วค่อยไปค่ะ ถ้าเป็นอังคารถึงเสาร์ เรือจะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่ 10.30-21.30 ค่ะ แต่แนะนำว่ามาช่วงแดดร่มลมตกจะดีต่อสุขภาพกายละสุขภาพจิตที่สุดค่ะ
 
 
พอผ่านประตูท่าเรือเข้ามาปุ๊บ จะมีโกดังอยู่แถวหนึ่ง ปกติแล้วจะเดินผ่านไปทางด้านหน้าของโกดังซึ่งเรือจอดเทียบอยู่ได้เลย แต่ปีนี้ต้องเดินไปทางด้านหลังโกดังจนสุดแล้วเลี้ยวอ้อมไปทางด้านหน้าค่ะ
 
 
พออ้อมมาด้านหน้าปุ๊บ เราก็จะเจอเข้ากับ...
 
 
 
คิวยาวเหยียยยยยดดดดดดดดด สุดลูกหูลูกตา คุณพระช่วยยยยยย มาทำอะไรกันเยอะแยะมากมายขนาดนี้ค้า? ลูกเด็กเล็กแดงเจี๊ยวจ๊าว กระจองอแงกันเต็มไปหมด เห็นแล้วอยากจะเป็นลม โอเคร้... ต่อแถวก็ต่อ ไหนๆก็ถ่อมาถึงนี่แล้ว จะย่อท้อรอราถอยทัพกลับไปมันก็ใช่ที่ ว่าแล้วก็จงคว้าอุปกรณ์กันแดดขึ้นมาใส่ซะ!!!
 
แดดยามบ่ายสองแรงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงยิ่งกว่าเน็ตสามจี ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ และท่านที่บุรุษก็ไม่ใช่ สตรีก็ไม่เชิงทั้งหลายที่ไม่ปรารถนาจะพรากจากผิวขาวใส อ่อนวัย ที่ท่านเฝ้าฟูมฟักมาเป็นอย่างดีก่อนถึงวัยอันควร แนะนำให้เอาอุปกรณ์กันแดด ไม่ว่าจะร่ม แว่นกันแดด หมวก โลชั่นกันแดด มาให้เต็มอัตราศึก อ้อ ควรพกพัด น้ำดื่มเย็นๆ และยาดมมาด้วย เผื่อกรณีดีไฮเดรตจนเป็นลมเป็นแร้ง เอ้ย! แล้ง ไป
 
 
หลังจากเข้าแถวรออยู่... น่าจะนานกว่าครึ่งชั่วโมงนะคะ จนรองเท้าร้อนอบเท้าแทบสุกกินเป็นของว่างระหว่างรอคิวได้ โดนร่มจิ้มหัวไปห้าทีซ้อน แถวก็เคลื่อนเข้ามายังบูธขายตั๋วค่ะ
 
 
 
ค่าตั๋ว 20 บาท เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีไม่ต้องเสียค่าเข้าชม แต่ต้องมีผู้ปกครองมาด้วย
 
 
ตั๋วหน้าตาน่ารัก มาพร้อมกับแผ่นพับ
 
 
 
จากนั้นก็รอคิวขึ้นเรือค่ะ บันได้ของ Logos Hope ไม่สูง ชัน แทบจะ 90 องศาเหมือน Doulos ขึ้นที ใจสั่นที นึกว่าจะร่วงตกลงมาก่อนจะถึงประตูเรือทุกครั้งที่ปีน ไม่เหมาะกับผู้สูงอายุที่เข่าและแข้งขาไม่แข็งแรงเป็นอย่างยิ่ง
 
 
เข้าไปแล้วก็จะเจอกับห้องแรก ต่างจากเรือ Doulos ตรงที่ทุกคนจะต้องโดนต้อนให้นั่งดูภาพยนตร์สั้นๆว่าด้วยเรื่องราวความเป็นมาของเรือ Logos Hope บริการและกิจกรรมต่างๆก่อน จากนั้น เจ้าหน้าที่ถึงจะปล่อยเราเป็นอิสระ
 
 
 
 
 
ด้านข้างๆจะเป็นส่วนที่จัดแสดงห้องพักของลูกเรือ (น่ารักมาก >///<) ส่วนบังคับเรือ และภาพถ่ายของเรือตามสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่แรกเริ่มออกปฏิบัติการจนถึงปัจจุบัน
 
 
จากนั้นก็เข้าสู่ส่วนที่เป็น Book Fair อย่าลืมหยิบตะกร้าไปใส่หนังสือด้วยนะคะ
 
 
 
ถ้าเทียบกับเรือDoulos ที่บริเวณขายหนังสือเป็นเต๊นท์ผ้าใบอับๆทึบๆ ร้อนระอุ เดินเข้าไปเลือกซื้อหนังสือทีรู้สึกเหมือนกำลังอบซาวน่า ส่วน Book Fair ของเรือ Logos Hope นับว่าสะดวกสบายกว่ามาก เพราะอยู่ในตัวเรือ ไม่ได้อยู่บนดาดฟ้าเรือเหมือน Doulos และมีเครื่องปรับอากาศเย็นสบาย เลือกได้เพลินๆ
 
 
 
 
 
 
หนังสือที่เรือ Logos Hope มีให้เลือกซื้อนั้นมีตั้งแต่นิทานสำหรับเด็กเล็กอย่างพวก Peter the Rabbit ไปจนถึงนิยายแบบผู้ใหญ่ หนังสือเกี่ยวกับการทำอาหาร หนังสือแนวครอบครัว ทำวสวน การฝีมือ กีฬา งานอดิเรก และที่ขาดไม่ได้เลยคือหนังสือที่เกี่ยวกับศาสนาคริสต์ นอกจากนี้ยังมีซีดีเพลงและของที่ระลึกเล็กๆน้อยๆเช่น ถ้วย เข้มกลัด ปากกา wristband ฯลฯ ให้ซื้อไปสะสมกันด้วย
 
 
 
ที่เราไปสอยมาได้ก็มีพวกหนังสือตระกูล Beatrix Potter หลงรักภาพประกอบหนังสือของนักวาดคนนี้มาแต่ไหนแต่ไร ถึงตอนนี้จะโตเกินจะอ่านแล้ว แต่จะเก็บไว้ให้ลูกให้หลานอ่าน เพราะกว่าจะถึงวันนั้นโลกน่ารักๆแบบที่Beatrix เห็นก็คงสาบสูญไปนานแล้ว...
 
 
...อ้าว... มาดราม่าอะไรกันนี่... ต่อๆ หนังสืออีกส่วนที่สอยมาได้ เป็นแนวโปรดของเราคือพวก Nancy Drew และวรรณกรรมเยาวชนแนวผจญภัยของ Enid Blyton ที่จะอยู่บริเวณใกล้ๆกับแคชเชียร์ เราอุตส่าห์ต่อคิวรอจ่ายเงินมายาวเหยียด พอมาเจอแนนซี่ ดรูว์ กับ อีนิด ไบลตันนี่ถึงกับต้องยอมออกจากแถวมานั่งค้นกันเลยล่ะค่ะ...
 
 
ราคาหนังสือที่นี่จะแปะเป็นหน่วย UNITค่ะ เนื่องจากเรือต้องเดินทางผ่านไปหลายประเทศ อัตราค่าแลกเปลี่ยนไม่เท่ากัน สำหรับไทย 1000 UNIT = 80 บาท ค่ะ ตามชั้นหนังสือก็จะมีตารางเทียบราคาแปะไว้ให้เช็ค
 
 
 
ส่วนตัวแล้ว เราว่าราคาหนังสือยังค่อนข้างแพงอยู่ เล่มไหนที่เล็งๆไว้ว่าน่าซื้อ ราคา 300 UNIT อัพ (ราวๆ 240 บาท) ส่วนหนังสือวรรณกรรมเยาวชนที่เราชอบซื้อ เราว่ามีให้เลือกน้อยกว่าของ Doulos นะคะ (แต่หนังสือพวกนี้มาจากหนังสือที่สำนักพิมพ์ทั้งหลายโละออกจากชั้นแล้วบ้าง อะไรบ้าง จะไม่มีตัวเลือกหลากหลายนักก็พอเข้าใจได้)
 
 
 
วันที่ไปคนเยอะ คิวจ่ายเงินก็ยาวมากกกกกกกกกกก ถ้าไปวันที่คนเยอะๆควรเตรียมเงินค่าหนังสือไปให้พอดีนะคะ เพราะบางทีเขาก็ไม่มีแบงค์เล็กหรือเหรียญทอนค่ะ หรือจะรูดบัตรเอาก็ได้ แต่รอนานนิดนึง ประมาณสามชั่วอายุเต่าได้...
 
 
 
 
 
ออมาจากบริเวณจ่ายเงินแล้วก็จะเป็นส่วนที่มีหนังสือตำรา วิชาการเล่มหนาๆ ฝุ่นจับ วางไว้ให้เลือกซื้อ ข้างๆจะมีห้องน้ำ ใครที่ข้าศึกตีประตูเฮล์มดีพจวนจะแตกอยู่รอมร่อแล้วเชิญแวะก่อนได้เลยค่ะ ส่วนใครที่ข้าศึกยังไม่บุกก้เดินต่อมาจะเป็นส่วนจัดแสดงภาพวาดในชื่อ Journey of Life (หรืออะไรประมาณนี้แหละค่ะ ขอสารภาพว่าไม่ได้สนใจเท่าไหร่) คือเป็นเรื่องของชายหนุ่มผุ้หลงเตลิดไปกับแสงสีเสียงและอบายมุขจนในที่สุดก็ได้คิด ละทิ้งชีวิตแบบเก่าหวนกลับคืนสู่อ้อมอกพ่อแม่ ณ บ้านอันแสนสุข... แฮปปี้ เอนดิ้ง อะไรประมาณนั้น จากนั้นออกมาก็จะเจอกับสิ่งที่รอคอย...
 
 
International Cafe... สถานที่ที่พยาธิน้อยๆในตับไตไส้พุงของคุณจะได้รับการปลอบขวัญหลังสูญเสียแร่ธาตุ เกลือแร่ และแคลอรี่จำนวนมหาศาลไปกับเหงื่อสองปี๊บที่ไหลออกจากร่างคุณไป...
 
 
 
แต่ช้าก่อน...ขนมนมเนยและเครื่องดื่มที่นี่ สนนราคาบางอย่างก็ชวนสะอึกอยู่ไม่ใช่น้อย น้ำเปล่าขวดละ 20 บาท ซอฟท์ครีม โคนละ 50 บาท แต่แม่เจ้า อันใหญ่อวบอ้วนชวนสะเดิ๊บสมราคามาก... แต่เราไม่ได้ถ่ายรูปมาค่ะ เนื่องจากเป็นโรคชิมก่อนแชะ ซินโดรม เห็นอาหารทีไร หน้ามืดกินก่อนทุกที กว่าจะตั้งสติได้ว่าควรจะถ่ายรูปเอามารีวิวลงบล็อก ส่วนใหญ่ก็จะเหลือแต่ซากติดจานแล้วเป็นประจำ...
 
 
จำได้ว่าสมัย Doulos ซอฟท์ครีมมะม่วงของเขาขึ้นชื่อลือชามากเลยนะ... แต่ของ Logos Hope เป็นแค่วานิลลากับช็อคโกแลตธรรมดาๆ มีวอฟเฟิลอันยาวๆแบบเสียบไม้ด้วย ที่เหลือไม่แน่ใจว่ามีอะไรบ้าง เพราะเพื่อนเป็นคนต่อคิว ส่วนเรายืนถือถุงหนังสือเต๊ะจุ๊ยรอกินอยู่นอกแถวค่ะ 555

 
 
 
 
อิ่มหนำกันแล้วเดินออกมาที่โถงทางเดินก่อนออกจากเรือจะมีห้องน้ำดักรอไว้อีกเผื่อคนที่ข้าศึกมาถึงช้า
 
 
จากนั้นก็ได้เวลาโบกมืออำลาลงเรือกันค่ะ... ซึ่งบันไดทางลงก็... ฮือออออ พ่อแก้ว แม่แก้ว ช่วยลูกช้างด้วย หนูกลัวความสูง แถมราวบันไดที่กะไว้เกาะพยุงตัวยังดันโยกเยกอีก... ม่ายยยยยยย
 
 
 
จากนั้นก็อำลาเรือLogos Hope เดินลากสังขารกลับมายังประตูทางเข้าท่าเรือ เดินเลยอีกนิดจะเป็นสวรรค์ เอ้ย! เซเว่น เพื่อนในยามยากของเราค่ะ ใครขาดน้ำ ขาดข้าว เพราะไม่อยากเสียเงินซื้อกินบนเรือจะมาละลายทรัพย์ที่นี่แทนก็ได้
 
 
 
 
 
สรุปอีกที... เผื่อใครไม่อยากอ่านที่เราเวิ่นเว้อมายาวเหยียดข้างบนนั่น 555
 
เรือ Logos Hope ห้องสมุดลอยน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก
 
สถานที่ - ท่าเรือคลองเตย
 
ระยะเวลา - 21 กพ. - 11 มีค. 56
 
เวลาเปิดทำการ - วันอังคาร-เสาร์ 10.00 - 21.30     วันอาทิตย์-จันทร์  14.00 - 21.30
 
ค่าเข้าชม - 20 บาท เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี มาพร้อมผู้ปกครอง เข้าชมฟรี
 
 
แวะไปเยี่ยมเรือ Logos Hope กันเยอะๆนะคะ
 
 
แล้วอีก 4 ปี เจอกันใหม่นะจ๊ะ Logos Hope!!!